ว่อนเน็ตแม่ ไทเกอ บริจาคเงิน กปปส.

ข่าวกอล์ฟ

ข่าวกอล์ฟ

ว่อนเน็ตสังคมออนไลน์ สำหรับ “กุลธิดา วูดส์” ซึ่งเป็นแม่ของโปรกอล์ฟมือ 1 ของโลก ไทเกอร์ วูดส์ ได้นำเงินจำนวน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือเป็นเงินไทยก็ราวๆประมาณ 32,000 บาท เพื่อเป็นเงินสำหรับให้กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทยอยู่ในตอนนี้ เมื่อวันที่พุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 sbobet  มีการรายงานว่า นางกุลธิดา วูดส์ ซึ่งเป็นมารดาแท้ๆชาวไทยของ นักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ไทเกอร์ วูดส์ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ได้บริจาคเงินให้กับกลุ่มผุ้ชุมนุม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงระเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เป็นเงินจำนวน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ เป็นเงินบาทของไทยก็ราวๆประมาณ 32,000 บาท sbobet

เรื่องดังกล่าวได้เป็นข่าวโด่งดังแพร่สะพัด ในสังคมออนไลน์ โดยอ้างถึงบนเวทีกลุ่มผู้ชุมนุม ที่แยกปทุมวัน คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 57 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศรายชื่อบนเวทีการชุมนุมว่า นางกุลธิดา วูดส์ เป็นคนที่บริจาคเงินเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 32,000 บาท นอกจากนั้นแล้ว หนึ่งในแกนนำ เผยอีกว่านางกุลธิดา มีจุดประสงค์ที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปให้ชาวนาที่กำลังได้รับผลกระทบจากการจำนำข้าวของรัฐบาลดยฝากเงินใส่ซองจดหมายให้เพื่อนของเธอซึ่งเพิ่งกลับมาจากประเทศสหรัฐฯสำหรับ นางกุลธิดา เป็นมารดาของ ไทเกอร์ วูดส์ ยอดนักกอล์ฟ แชมป์เมเจอร์ 14 รายการ โดยเธอสมรสกับ มร.เอิร์ล วูดส์ อดีตทหารผ่านชาวอเมริกัน-แอฟริกัน ในสงครามเวียดนาม ปัจจุบัน ใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ และมักจะตามไปเชียร์ให้กำลังใจลูกชายถึงขอบสนามบ่อยๆ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวได้เป็นข่าวครึกโครมกันในโลกออนไลน์ และ ได้มีการแชร์ข้อความดังกล่าวกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอยู่ในตอนนี้  sbobet

Sandra Gal – แซนดร้า เกล

Sandra Gal - แซนดร้า เกล

Sandra Gal – แซนดร้า เกล

สาระแทงบอล : แซนดร้า Gal (เกิด 9 พฤษภาคม 1985) เป็นนักกอล์ฟมืออาชีพเยอรมันที่นิยมลงแข่งขันตาม LPGA ทัวร์

แซนดร้า เกล เกิดใน Düsseldorf , เยอรมนี , Gal เริ่มเล่น กอล์ฟ ตั้งแต่อายุห้าขวบ ในช่วงวันหยุด ของครอบครัว ที่ รีสอร์ท กอล์ฟ ทั่วยุโรป ตอนอายุ 17 เธอเข้าร่วม ทีมชาติเยอรมันและ ช่วงที่เธออายุได้ 18 ปีได้รับรางวัล แห่งชาติเยอรมัน แชมป์ หญิง เธอจบการศึกษา จากโรงเรียนมัธยม ในปี 2004 ขณะที่ยังคง แข่งขันใน ทีมชาติเยอรมัน, Gal เข้าร่วม วิทยาลัย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ มหาวิทยาลัยฟลอริดา ให้กับทีม กอล์ฟหญิง ของ All-American 2005-2007 และ ได้รับรางวัล ที่สี่ในการแข่งขัน ซีเอ ได้รับเกียรติ อเมริกัน ในปี 2007 และเป็นNGCA ให้กับอเมริกัน 2005-2008 (แทงบอล)
ในปี 2007 เธอได้รับรางวัล นักกอล์ฟสมัครเล่น ยุโรป และต่อมา ในฤดูใบไม้ร่วง ได้เข้าแข่งขัน คัดเลือก LPGA ซึ่งเธอ มีคุณสมบัติสำหรับ LPGA ทัวร์ 2008  แม้ว่า เธอไม่ถูกเลือกให้สามารถเข้า ใน วิทยาลัย กอล์ฟ ในระดับที่เธอต้องการ แต่ในขณะที่เล่น ช่วงเต็มฤดูกาลในLPGA ทัวร์ เธอได้จบการศึกษา ได้เกียรตินิยมจาก ฟลอริด้า ใน เดือนสิงหาคม 2008 การศึกษาระดับปริญญา ตรีใน การโฆษณา

Gal ได้นักกอล์ฟอาชีพอันดับที่ 14 ในปี 2007 ของการแข่งขัน LPGA ในการคัดเลือกรอบสุดท้ายการแข่งขัน ซึ่งเธอจะได้รับสิทธิ์ในการเล่นเต็มรูปแบบบน LPGA ต่อมาในปี 2008 เธอได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นมืออาชีพหลังจากที่ทัวร์นาเมนต์  ในฤดูกาลที่สี่ของเธอใน LPGA ทัวร์ในปี 2011 Gal ชนะในการแข่งขันครั้งแรกของเธอที่เกียคลาสสิกในช่วงปลายเดือนมีนาคม เธอจบการแข่งขัน 72 หลุมที่ 16 ภายใต้ตราไว้หุ้นละหนึ่งจังหวะก่อนวิ่งขึ้น Jiyai ชินก่อนหน้านี้เสร็จสิ้นการที่ดีที่สุดของเธอเคยเป็นหนึ่งในห้าที่ 2009 LPGA Corning คลาสสิก นอกจากนี้ในปี 2009 เธอไว้ทั้งสองรอบการทำงานต่ำจาก 64  (แทงบอล)

 

แอนนิก้า โซเรนสตัม

แอนนิก้า โซเรนสตัม

แอนนิก้า โซเรนสตัม

“แอนนิก้า โซเรนสตัม” ได้รับพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาตั้งแต่ตอนที่เธอลืมตาขึ้นมาดูโลก เมื่อวันที่ 9 เดือนตุลาคม ปี 1970 พ่อ แม่ของเธอ เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างมากทางด้านกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาเทนนิส วอลเลย์บอล และกอล์ฟ เธอเกิด และเติบโตขึ้นในสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน

การสร้างชื่อเสียงครั้งแรกของ แอนนิก้า ไม่ได้มาจากการเล่นกอล์ฟ แต่มาจากกีฬาเทนนิส แม้แต่ตอนที่ครอบครัวของเธอได้ย้ายไปลอนดอนตอนเธออายุ 10 ขวบ แอนนิก้า ก็ยังคงเล่นเทนนิสอย่างจริงจัง และเธอก็ได้ครองอันดับที่ 12 ในการแข่งขันระดับนักเรียน ช่วงที่เธอกลับไปยังบ้านเกิดของเธอ ไม่มีใจให้กับเทนนิสอีกต่อไป

ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น แอนนิก้า เริ่มต้นเรียนรู้อย่างช้าๆ ว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของเธอคือ กีฬากอล์ฟ ไม่ใช่เทนนิส คู่ต่อสู้ในกีฬาเทนนิสของ แอนนิก้า มักจะโจมตีจุดอ่อนในการเล่นช็อทแบคแฮนด์ของเธอ และพ่อแม่ของเธอ พยายามสนับสนุนให้เธอค้นหา ในสิ่งที่เธอรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ด้วยความช่วยเหลือ ของสนาม 18 หลุม ใกล้บ้านจนแอนนิก้า เริ่มที่จะรักในกีฬากอล์ฟมากขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้า Pia Nilsson ฑูตสมาพันธ์กอล์ฟหญิงแห่งประเทศสวีเดน ได้เล็งเห็นถึงพรสวรรค์ของ แอนนิก้า และช่วยเธอพัฒนาขบวนการในการเล่นช็อทที่ยาก

การพัฒนาเกมส์การเล่นของ แอนนิก้า เติบโตขึ้นหลังจากการดู Liselotte Neumann เพื่อนนักกอล์ฟชาวสวีเดน ชนะรายการ ยู.เอส.โอเพ่น ในปี 1988 การเริ่มต้นก้าวย่างในวงการกอล์ฟ ตอนที่เธออายุ 19 แอนนิก้า ได้รับการเปิดไฟเขียวให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยของอริโซน่า ที่นั่น เธอได้เข้าร่วมสมาคมกอล์ฟอย่างรวดเร็ว ได้เข้าร่วมแข่งขันหลายรายการ และรอบชิงชนะเลิศตลอดทั้งปี ก่อนสำเร็จการศึกษาได้ลงแข่งขันรายการ ซึ่งมีนักกอล์ฟชาวอเมริกับ เข้าร่วมการแข่งขันรายการ ยูโรเปี้ยน ทัวร์ ในปี 1993 จบเป็นอันดับที่ 2 รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง และได้รับตำแหน่งเกียรติยศ “รุ๊คกี้ ออฟ เดอะ เยียร์” มาครอง สายตาของ แอนนิก้า ยังคงจับจ้องอยู่ที่รางวัล

อย่างไรก็ตามรายการ แอลพีจีเอ ทัวร์ ก็ยังคงเป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สำหรับแอนนิก้า และเธอตั้งใจที่จะลงเล่นกับนักกอล์ฟชั้นนำ ความใฝ่ฝันของเธอกลายเป็นจริงในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 เมื่อเธอได้รับอนุญาตให้เป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ แม้ว่า จะเป็นการเริ่มต้นอย่างช้าๆบนรายการทัวร์ (ชัยชนะครั้งแรกของเธออันที่จริงมาจากการแข่งขันที่ไม่ใช่รายการ แอลพีจีเอ แอนนิก้า ได้แสดงการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เธอจบเป็นอันดับที่ 2 ที่รายการ Weetabix Women’s British Open และ รายการอื่นๆ ซึ่งเธอมีฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจ เพียงพอที่จะเชิญชวนให้ทางรายการ แอลพีจีเอ มอบรางวัล Rolex Rookie of the Year ให้กับเธอ

รางวัลที่เธอได้รับเป็นรางวัลที่สมควรกับเธออย่างยิ่ง เพราะจากนั้น แอนนิก้า ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ ทัวร์ ปีต่อมาอย่างรวดเร็ว และนำชัยชนะอย่างเป็นทางการ บนรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งแรกกลับบ้าน รายการ ยู.เอส.โอเพ่น ชัยชนะในครั้งนี้คงจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแสดงพรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อ ที่ยังคงพัฒนาขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แอนนิก้า คือนักกอล์ฟระดับแนวหน้า กับการเป็นผู้นำบนบัญชีเงินรางวัล

ในปี 1995 แอนนิก้า นำรางวัล “เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์” 2 รางวัลกลับบ้าน และได้รับเกียรติให้มีชื่อใน Sweden’s Athlete of the Year ในปี 1996 เธอกลับมาเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ยู.เอส.โอเพ่น ในฐานะแชมป์ และนำชัยชนะรายการอีก 2 รายการกลับบ้านอีกด้วย วงการกอล์ฟหญิงมีการตื่นตัวมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนาของ แอนนิก้า และคู่แข่งคนใหม่ “แครี่ เวบบ์” นักกอล์ฟหญิงทั้งสองคน ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น วงการกอล์ฟหญิงในทางที่ดีขึ้น

ชัยชนะยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปลายทศวรรษที่ 90 สำหรับ แอนนิก้า เธอชนะการแข่งขัน12 รายการ จากปี 1997 จนถึง 1999 และกลายเป็นผู้เล่น แอลพีจีเอ ที่ได้รับชัยชนะมากที่สุดของทศวรรษ แม้ว่าจะมีความยากลำบากอยู่บ้าง ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศรายการเมเจอร์ แต่ แอนนิก้า ก็มั่นใจว่าจะนำชัยชนะกลับบ้านได้ เธอทำลายสถิติพร้อมกับสะสมเงินรายได้จากการแข่งขันอาชีพจาก $5, $6, $7, และ.ในตอนนี้มีมูลยอดรวมเท่ากับ $11 ล้าน การร่วมทีมกับ ไทเกอร์ วู๊ดส์ เพื่อลงแข่งกับ แครี่ เวบบ์ และ เดวิด ดูวัล ที่ Bighorn ในปี 2001 เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของรายการ แอลพีจีเอ และแสดงให้โลกรับรู้ว่า ผู้หญิงก็มีเกมส์การเล่นที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

ในฤดูกาลปี 2002 เป็นปีที่โลกต้องตกตะลึง เมื่อ แอนนิก้า เข้าร่วมการแข่งขันตลอดช่วงปีที่ยาวนาน คว้าชัยชนะมาทั้ง และหมด 11 รายการ การแข่งขันที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุด เป็นการป้องกันตำแหน่งในรายการ Kraft Nabisco Championship (การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศรายการเมเจอร์รายการที่ 4 ของเธอ) เธอนำรางวัล Rolex Player of the Year ครั้งที่ 5 และถ้วยรางวัล Vare Trophy ใบที่ 5 กลับบ้านได้อีกครั้ง ทั้งยังทำลาย และสร้างสถิติขึ้นใหม่ในรายการ แอลพีจีเอ 20 ครั้ง รวมไปถึงการทำค่าเฉลี่ยคะแนนต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา จึงไม่มีข้อสงสัยเหลืออยู่ ในการที่เธอเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อวงการกอล์ฟหญิง โดยมีผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างเช่น บริษัท Callaway Golf Mercedes และ Oakley ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คงจะไม่มีอะไรหยุดเธอได้ การประลองฝีมือกับนักกอล์ฟชาย เป็นที่น่าประหลาดใจ

ในความสำเร็จเหล่านั้นที่มีอย่างมากมายกลับไม่ได้ทำให้ แอนนิก้า ลดความแรงของเธอลง เธอได้ผ่านการคัดเลือกให้ลงเล่นใน โคโลเนี่ยล ทัวร์นาเม้นท์ ของนักกอล์ฟชาย เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2003 และได้รับการพาดหัวข่าวมากกว่าเดิม ในฐานะนักกอล์ฟหญิงคนที่ 2 ที่พยายามลงแข่งขันในเกมส์ของผู้ชาย ( และคนแรกลงเล่น เมื่อเกือบ 60 ปีมาแล้ว) ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไร ที่จะสามารถหยุดนักกอล์ฟชาวสวีเดนสาวสวยผู้นี้ได้ และพร้อมกันนั้นเธอยังมี David Esch สามีซึ่งยืนอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

ถึงแม้ว่า แอนนิก้า เคยถูกเรียกว่า “น่าเบื่อ”โดยใครบางคน เพราะภาวะที่ครอบงำและการไม่เปลี่ยนแปลงความปรารถนาอันแรงกล้าในการเอาชนะ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามีสิ่งอื่นนอกเหนือจากกอล์ฟในชีวิตของเธอ เมื่อมีการชักชวน ให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนอกวงการกอล์ฟ เธอแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ประกอบกับมีอารมณ์ขันที่ทุกคนไม่เคยเห็น เธอสวมบทบาทนักกีฬาอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นของเธอ

เจิ้ง หย่าหนี

เจิ้ง หย่าหนี

เจิ้ง หย่าหนี

ประวัติขณะเป็นมือสมัครเล่น

เจิ้งเป็นผู้เล่นที่มีผลงานดีมาตลอดในช่วงปี 2004-2006 ในประเทศไต้หวัน และรายการสำคัญก็คือ การแข่งขัน U.S. Women’s Amateur Public Links ในปี 2004 ซึ่งเธอสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ โดยการเอาชนะ มิเชล วี อันดับ 2 ด้วยสกอร์ 1 Up

- ปี 2002 ชนะ รายการ Callaway Junior World Golf Championships (รุ่นอายุ 13-14 ปี)
- ปี 2004 ได้อันดับที่ 2 รายการ Callaway Junior World Golf Championships (รุ่นอายุ 15-17 ปี)
- ปี 2004 ชนะ รายการ U.S. Women’s Amateur Public Links
- ปี 2005 ชนะ รายการ North and South Women’s Amateur Golf Championship
- ปี 2005 เข้ารอบรองชนะเลิศ รายการ U.S. Women’s Amateur Public Links
- ปี 2005 ได้อันดับที่ 2 รายการ North and South Women’s Amateur Golf Championship

ประวัติการเล่นอาชีพ

เจิ้งเทิร์นโปรเมื่อปี 2007 โดยเริ่มจากการเล่นใน เลดี้ส์ เอเชี่ยน กอล์ฟ ทัวร์และชนะรายการ the DLF Women’s Indian Open และหลังจากผ่านการเข้าโรงเรียนคัดเลือกแล้ว เธอได้เข้าเป็นสมาชิกในแอลพีจีเอทัวร์ในปี 2008 และปีแรกของเธอในแอลพีจีเอทัวร์ เธอชนะการแข่งขันรายการแรก คือรายการ LPGA Championship ทำให้เธอกลายเป็นผู้เล่นไต้หวันคนแรก ที่ชนะรายการเมเจอร์ในแอลพีจีเอทัวร์ และเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ชนะรายการเมเจอร์นี้ (เป็นอันดับที่ 2 หากนับรวมรายการเมเจอร์ทั้ง 4 รายการ)

ในปี 2008 นี้เองทำให้เธอได้รับรางวัล LPGA Rookie of the Year (ผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี)

และในปี 2009 เธอกลายเป็นผู้เล่นในแอลพีจีเอทัวร์ที่สามารถทำเงินรางวัลสะสมเกิน 2 ล้านเหรียญ ได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 1 ปี, 1เดือน และ 13 วัน (32 รายการแข่งขัน) ทำลายสถิติของ พอลล่า ครีมเมอร์ ที่ทำไว้ 1 ปี, 4 เดือน, 16 วัน เมื่อปี 2006

ในปี 2010 เธอชนะการแข่งขันเมเจอร์แรกของปี คราฟท์ นาบิสโก แชมป์เปี้ยนชิพ และในปีเดียวกัน เธอยังชนะรายการเมเจอร์ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น อีกรายการด้วย ทำให้เธอกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ที่ชนะรายการเมเจอร์ทั้ง 3 รายการ

ในปี 2011 เธอเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการชนะรายการ ISPS Handa Women’s Australian Open และ ANZ RACV Ladies Masters ซึ่งทั้งสองรายการนั้นจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย และเป็นรายการแข่งขันของเลดี้ส์ยูโรเปี้ยนทัวร์ ทำให้ได้ขยับขึ้นเป็นนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก คนล่าสุด เธอชนะอีกครั้งกับรายการแข่งขันแรกปีในแอลพีจีเอทัวร์ Honda LPGA Thailand

 

ปาร์ก อิน บี – Park In be

ปัก เซ รี - Pak se ri

ปัก เซ รี – Pak se ri

 

ปาร์ก อิน บี เป็นนักกอล์ฟอาชีหญิงวัยย่าง 20 ปี จากเกาหลีใต้ ที่ทำสถิติเป็นแชมป์ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมของปัก เซ รี รุ่นพี่เพื่อนร่วมชาติทำไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ความสำเร็จของ อิน บี เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ และเยาวชน เธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรที่สายเกินกว่าจะเริ่มต้น เมื่อเราเชื่อมั่นในตนเองและไม่ท้อถอย ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อิน บี ยังนั่งดู ปัก เซ รี ลงแข่ง ยูเอส วีเมนส์   โอเพ่น อยู่เลย ใครจะเชื่อว่าเธอจะทำอย่างที่ ปัก เซ รี ทำได้!

ที่น่าประทับใจ คือตอนนั้น อิน บี ยังไม่รู้จักกีฬากอล์ฟเลย เพียงแต่เห็นว่า การที่ ปัก เซ รี ได้แชมป์ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น เป็นภาพที่ดูยิ่งใหญ่ ในความรู้สึกของเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเธอ ตอนนั้น ปัก เซ รี เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเกาหลีใต้ อิน บี คิดว่าเธอเองก็น่าจะทำเช่นนั้นได้ จึงเริ่มหัดเล่นกอล์ฟตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปาร์ก อิน บี ชื่นชม ปัก เซ รี ว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้กีฬากอล์ฟได้รับความนิยมในบ้านเกิดของเธอ หลังได้แรงบันดาลใจจากชัยชนะ ของนักกอล์ฟรุ่นพี่แล้ว คุณพ่อของ อิน บี ซื้อไม้กอล์ฟสำหรับผู้หญิงให้กับเธอ แต่เพียง 2 เดือนถัดมาไม้กอล์ฟก็พัง เพราะถูกใช้งานหนักเกินไป ทำให้คุณพ่อของเธอต้องซื้อไม้กอล์ฟสำหรับผู้ชายมาเปลี่ยนให้

หลังหัดเล่นกอล์ฟได้เพียง 4 เดือน อิน บี เริ่มลง แข่งระดับเยาวชน ตอนแรก ๆ ผลงานของเธอยังไม่ดีนัก บางรายการแข่ง 72 หลุม ตี 128 แต่ด้วยความมุ่งมั่นเอาจริง   เอาจัง ตามบุคลิกของชาวเกาหลี เวลาผ่านไปเพียง 1 ปี ผลงานของเธอเริ่มดีขึ้นผิดหูผิดตา พ่อแม่ของเธอจึงย้ายไปอยู่ในสหรัฐ เพื่อให้ลูกสาวพัฒนาการเล่นได้อย่างเต็มที่

การตัดสินใจของคุณพ่อ-คุณแม่ของอิน บี เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เธอพัฒนาการเล่นดีขึ้นเป็นลำดับ จนคว้าแชมป์กอล์ฟเยาวชนหญิงสหรัฐ ในปี 2002 รวมทั้งยังได้รับเลือกให้ติดทีมรวมดารานักกอล์ฟเยาวชนของสหรัฐ ถึง 5 สมัยและเป็นนักกอล์ฟ แอลพีจีเอ ทัวร์ สมความตั้งใจ

ที่สำคัญเธอยังกลายเป็นนักกอล์ฟที่ 2 ในปีนี้ที่คว้าแชมป์ เมเจอร์ รายการแรกในอาชีพ ถัดจาก เซิ่ง ย่า หนี นักกอล์ฟสาวชาวไต้หวัน เจ้าของ สถิติแชมป์ แอลพีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ อายุน้อยที่สุดจากไต้หวัน ความสำเร็จของพวกเธอพิสูจน์ให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้วงการกอล์ฟหญิงในเอเชียเติบโต รุดหน้าไม่แพ้ภูมิภาคอื่นใดในโลก

ปัก เซ รี – Pak se ri

ปัก เซ รี - Pak se ri

ปัก เซ รี – Pak se ri

ปัก เซ รี นักกอล์ฟสาว สัญชาติเกาหลี ที่ดังถล่มถลายไปทั่ว มีประวัติที่ไม่ธรรมดาในการฝึกซ้อมกอล์ฟ เมื่อพ่อของเธอคิดค้นแผนการฝึกฝนภายในป่าช้าเพื่อเสริมสร้างความกล้าหาญ เธอต้องใช้เวลาตั้งแคมป์ยามค่ำคืนภายในสุสาน และนี่ก็เป็นการฝึกฝนที่ทำให้เธอมีพรสวรรค์ ในการควบคุมอารมณ์ได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อเธอตีได้ช็อทที่ไม่ดี เธอจะเพิ่มชั่วโมงการทำงานขึ้น เพื่อลบข้อผิดพลาด

โปรสตรีผู้พี่อย่าง แนนซี่ โลเปซ อดกล่าวชื่นชมอย่างมากในด้านการวางตัว และความอดทนของเธอ รวมถึงการตีว่า เธอตีลูกได้ไกลและเล่นอย่างจริงจังแน่นอนบนกรีน และมีวงสวิงที่ยอดเยี่ยม ทุกครั้งที่มีการแข่งขัน Pak Se Ri ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้ามากนัก ขณะที่อยู่ในสภาวะกดดัน มีเพียงรอยยิ้มที่ระบายบนหน้าและได้มีการตั้งฉายาให้เธอว่า Beagle puppy Happy

ย้อนหลังไป เมื่ออายุเพียง 20 ปี Pak Se Ri สามารถรับชัยชนะรายการชิงชนะเลิศ 2 รายการเมเจอร์ใน แอลพีจีเอ ทัวร์ ในขณะที่เกาหลีใต้ ได้ประสบกับความหายนะอย่างน่าอัศจรรย์ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จากการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนทำแรงทำให้ Pak Se Ri อ่อนล้า ปฎิกริยาตอบสนองมีกระแสที่แรงค่อนข้างมาก เมื่อเธอชนะการแข่งขันรายการ McDanald’s lpga Championship ในเดือนพฤษภา

และชัยชนะในเดือนกรกฎาคมในรายการ Women’s Open ทำให้การจัดระดับชั้นนำทั่วประเทศนั้นไม่มีอะไรที่น่ากังวลใจ เวลานั้นเธอได้ถูกมอง ในฐานะผู้ที่เสริมสร้างขวัญ และกำลังใจที่มีความเหมาะสม คนสำคัญคนหนึ่ง ประธานาธิบดี Kim Dac-Jung ได้ส่งโทรเลขมาถึงเธอหลังจากได้รับชัยชนะ เขากล่าวกับประชาชนชาวเกาหลี ทั้งหมดว่า “ผมขอแสดงความชื่นชมในชัยชนะของคุณ คุณเป็นอัศวินของยุคนี้ และเป็นความหวังของพวกเรา” หรือแม้แทต่เอกอัครราชฑูต ประจำวอชิงตันยังกล่าวว่า เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดที่ประเทศเคยมีในช่วงที่ผ่านมา

ในปี 1997 เธอถูกส่งไป ฟลอริด้า เพื่อที่จะฝึกซ้อมภายใต้การควบคุมของ เดวิท เลทเบทเทอร์ ที่ได้ก้าวลงมาในฐานะโค๊ชของเธอ โดยซัมซุง ได้ทำการเซ็นสัญญากับเธอหลายล้านดอลล่าร์ เป็นสัญญา 10 ปี และจ่ายค่าตอบแทนให้ เดวิท เลทเบทเทอร์ $120,000 เมื่อเธอเทริ์นโปรในปี 1996 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก และหนังสือพิมพ์ได้เรียกเธอว่าอัจฉริยะ ทางด้านโค๊ชของเธอ เดวิท เลทเบทเทอร์ บอกว่ามีปัญหาเดียวที่เจอคือ การหยุดเธอจากการทำงานที่หนักเกินไป

เป้าหมายอันสูงสุดของเธอในเกมส์กอล์ฟ Pak Se Ri กล่าวไว้ว่า “ฉันต้องการจะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุด มันเป็นความหวังของฉัน ฉันเพิ่งจะเริ่มต้น แต่มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี” จนถึงขณะนี้เธอก็ยังทำงานหนักตามตารางของเธอ

มิเชล ซุง วี

michelle_wie250

มิเชล วี (Michelle Wie) หรือ มิเชล ซุง วี (Michelle Sung Wie) มีชื่อเกาหลี คือ วี ซอง มี (เกาหลี 위성미 - Wie Seong-mi) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2532 เป็นนักกอล์ฟชาว อเมริกัน เชื้อสาย เกาหลี ปัจจุบันเล่นอยู่ใน แอลพีจีเอ ทัวร์ ในปี 2006 เธอมีชื่ออยู่ใน นิตยสาร ไทม์ ในฐานะ 100 บุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

ในปี 2006 วี ถูกเสนอชื่อลงใน “ไทม์ แม็กกาซีน” นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ชั้นแนวหน้าของเมืองลุงแซม ภายใต้หัวข้อ “1 ใน 100 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกของเรา”

ถึงแม้ว่าบนเส้นทางสายก้านเหล็กของ วี กำลังสวยงามราวโปรยด้วยกลีบกุหลาย แถมสถานะทางสังคมก็เป็นที่ยอมรับ แต่เธอก็ยังไม่ละทิ้งการเรียนโดยล่าสุด วี ตอบตกลงที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด และเตรียมจะลงทะเบียนเข้าเป็นนักศึกษาใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 2007 ซึ่ง ไทเกอร์ วู้ดส์ ยอดโปรเบอร์ 1 ของโลก ก็เคยเรียนที่สถาบันแห่งนี้ด้วย

images (1)

ก่อนเข้าวงการ

            วี เริ่มต้นจับไม้กอล์ฟหัดเหวี่ยงวงสวิงตั้งแต่อายุ 4 ขวบและเมื่อตอนที่อายุล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 11 ความมหัศจรรย์ก้าวแรกของเธอก็เปล่งประกายขึ้นจากการหวด 64 ช็อตในการเล่น 18 หลุม ซึ่งมีระยะรวมกว่า 5,400 หลา ที่ โอโลมาน่า กอล์ฟ ลิงค์ หนึ่งในสนามกอล์ฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนเกาะฮาวายและในปีเดียวกัน วี ก็กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงที่อายุน้อยที่สุดซึ่งผ่านการคัดตัวเข้าไปเล่นในศึก ยูเอสจีเอ อเมเจอร์ แชมเปี้ยนชิพ รวมถึงทะลุเข้าสู่รอบแมตช์ เพลย์ ในการแข่งขัน วีเมนส์ ยู เอส อเมเจอร์ พับลิค ลิงค์ส แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 รายการกอล์ฟสมัครเล่นที่ถูกจัดขึ้นโดย สมาคมกอล์ฟสหรัฐอเมริกา เออร์นี่ เอลส์ ยอดโปรกอล์ฟชาวแอฟริกาใต้เคยออกปากชมว่าวงสวิงของ วี นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าโปรกอล์ฟชายเลย

ประวัติ มิเชล วีMichelle Wie2

2002-2004 : มือสมัครเล่น

ในปี 2002 วี ชนะเลิศรายการ “ฮาวาย โอเพ่น วีเมนส์ ดิวิชั่น” จากการตีเกิน ซินดี้ ราริค นักกอล์ฟดีกรีโปรสาวของ แอลพีจีเอ เพียง 13 ช็อตเท่านั้น นอกจากนั้น วี ยังกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้าร่วมการแข่งขัน แอลพีจีเอ รายการ ทาเคฟูจิ คลาสสิก ได้ด้วย แม้จะไม่ผ่านรอบตัดตัวก็ตาม

            หนึ่งปีให้หลัง ลูกครึ่งสาวแดนกิมจิ-อเมริกัน ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้รับการจารึกชื่อให้เป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่สามารถผ่านรอบตัดตัวของการแข่งขันกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ รายการ “เดอะ คราฟท์ นาบิสโก้ แชมเปี้ยนชิพ ที่ รัฐแคลิฟอร์เนียและโชว์วงสวิงล้ำอายุหวด 66 ช็อตในการแข่งขันรอบสาม ซึ่งกลายเป็นสถิติหน้าใหม่ของนักกอล์ฟระดับมือสมัครเล่นสำหรับการลงเล่นระดับ วีเมนส์ เมเจอร์ แชมเปี้ยนชิพ พร้อมคว้าสิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายร่วมกับ แอนนิก้า โซเรนสตัม นักกอล์ฟสาวชาวสวีดิช (ปัจจุบันครองอันดับ 1 ของโลก, 2007) และ ปาทริเซีย มูนิเย่ร์-เลอบูก์ สาวฝรั่งเศสที่เป็นแชมป์รายการดังกล่าว

บัวขาว51

            ราว 2-3 เดือนต่อมา วี ลงเล่นในรายการ “วีเมนส์ อเมเจอร์ พับลิก ลิงค์” และเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการกอล์ฟกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาล (รวมทั้งชายและหญิง) ที่คว้าแชมป์ยูเอสจีเอระดับผู้ใหญ่ไปครองได้สำเร็จ

            ในปี 2004 วี กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงรายที่ 4 และอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาที่ได้ลงดวลวงสวิงในการแข่งขัน พีจีเอ ทัวร์ “โซนี่ โอเพ่น” บนเกาะฮาวาย โดยสาวน้อยร่างโย่งตีไป 72-68 ช็อต จบการแข่งขันที่ อีเวน พาร์ แต่พลาดการตัดตัวเพราะตีเกินไปเพียงสโตรคเดียว

เท่านั้นยังไม่พอในปีเดียวกัน วี ถูกเรียกติดทีมสหรัฐฯ เพื่อลงโชว์วงสวิงในศึก “เคอร์ติส คัพ 2004″ และกลายเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับการคัดเลือกให้ลงเล่นกับทีมกอล์ฟมะกัน นอกจากนั้น วี ลงเล่นในศึก “คราฟต์ นาบิสโก้” และคว้าอันดับ 4 ไปครอง ว่ากันว่าถ้าสาวเชื้อสายอารีดังรายนี้ลงเล่นในปี 2004 ในฐานะนักกอล์ฟอาชีพแล้วล่ะก็ เธอจะทำรายได้กว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 10 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ดาวน์โหลด (2)

2005: เทิร์นโปร

จุดเด่นของ วี ไม่ได้มีแค่เพียงความสูง 6 ฟุต 1 นิ้วเท่านั้น เธอสามารถใช้ช่วงแขนที่ได้เปรียบคนอื่นได้อย่างคุ้มค่าทำให้ วี ตีได้เต็มวงสวิงและทำระยะได้ตามต้องการ ตอนที่ วี อายุ 14 นักกอล์ฟชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง เออร์นี่ เอลส์ เคยออกมาสวมบทเกจิให้ความเห็นไว้ว่า “ถ้าให้เวลาเธอได้สั่งสมความแข็งแกร่งอีกสักสองปี ผมมั่นใจว่าเธอสามารถที่จะเล่นในระดับพีจีเอ ทัวร์ ได้เลย” โดย วี มีค่าเฉลี่ยของระยะการตีราว 280 หลา

            ด้าน เฟร็ด คูเปิ้ลส์ นักกอล์ฟอาชีพระดับพีจีเอ ทัวร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการตีไกล กล่าวถึง วี ว่า “เวลาที่คุณเห็นเธอตีกอล์ฟ…คุณไม่อาจที่จะหาถ้อยคำใด ๆ มาบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ มันเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจสุด ๆ เท่าที่คุณเคยประสบพบเห็นมา”

            อาร์โนลด์ พาลเมอร์ อดีตนักกอล์ฟแถวหน้าของเมืองลุงแซม วัย 77 ปี ซึ่งคว้าแชมป์มามากมายทั้งในระดับ พีจีเอ ทัวร์ และ แชมเปี้ยนส์ ทัวร์ เคยระบุไว้ในปี 2003 ว่า “เธอกำลังกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการกอล์ฟเหมือนหรือยิ่งกว่า ไทเกอร์ วู้ดส์ เธอจะดึงดูดคนรอบข้างให้มาสนใจในแบบที่ ไทเกอร์ ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาเยาวชนทั้งชายและหญิง รวมไปถึงครอบครัวด้วย

            วี เริ่มต้นฤดูกาล 2005 ด้วยการตอบตกลงเข้าร่วมศึกพีจีเอ ทัวร์ รายการ “โซนี่ โอเพ่น” ที่บ้านเกิด แต่ก็ไม่ผ่านการตัดตัวเช่นเคย จากนั้น วี ได้เบนเข็มเข้าสู่วงการ เอพีจีเอ ทัวร์ อย่างเต็มตัวและประเดิมซีซั่นด้วยการคว้าอันดับ 2 ของ “เอสบีเอส โอเพ่น” ที่ เทอร์เทิ่ล เบย์

            เข้าสู่เดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน วี ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 2 ของอันดับนักกอล์ฟหญิงใน แอลพีจีเอ แชมเปี้ยนส์ชิพและกลายเป็นนักเตะกอล์ฟหญิงคนแรกที่ได้ลงคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ยูเอสจีเอ ร่วมกับฝ่ายชายและจบด้วยอันดับที่ 23 จากนั้น วี ลงเล่นใน “จอห์น เดียร์ คลาสสิก ซึ่งเป็นครั้งที่สามสำหรับการลุ้นตัดตัวเข้าสู่การแข่งขันระดับพีจีเอ ทัวร์ แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเพราะไม่ผ่านโดยตีเกินไป 2 สโตรคเท่านั้น

            จากนั้น วี เข้าร่วมศึก “อีเวียง มาสเตอร์ส” รายการเมเจอร์ของ “เลดี้ส์ ยูโรเปี้ยน ทัวร์” และเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ของรายการ หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง วี คว้าอันดับ 3 ในรายการ “วีเมนส์ บริติช โอเพ่น” รายการเมเจอร์ที่ 4 และรายการสุดท้ายของปี

            ขณะที่อายุกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 วี ตัดสินใจประกาศต่อหน้าสาธารณชนบนเกาะฮาวายว่า เธอกำลังจะเทิร์นโปร โดยมีรายงานว่า ไนกี้และ โซนี่ ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้กับ วี พร้อมมอบเงินสนับสนุนมหาศาลกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 400 ล้านบาท) ต่อปีและในเวลาเดียวกัน วี ได้แถลงข่าวมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคน แคทริน่า จำนวน 5 แสนเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 20 ล้านบาท)

images

บนเส้นทางของการเป็นมืออาชีพ

วี ยังไม่สามารถเลื่อนชั้นขึ้นเป็นสมาชิกของ แอลพีจีเอ ทัวร์ ได้อย่างเป็นทางการจนกระทั่งอายุครบ 18 ปีเต็ม เว้นแต่ว่าเธอจะยื่นคำร้องขอสิทธิ์ยกเว้นกฏดังกล่าวเหมือนที่ มอร์แกน เพรสเซล กับ อารี ซอง เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตาม วี เลือกที่จะไม่ยื่นคำร้อง นับแต่นั้นมา วี ได้รับอนุญาตให้ลงแข่งขันรายการแอลพีจีเอ ทัวร์ได้ไม่เกิน 6 รายการต่อปีและต้องได้รับอนุญาตจากสปอนเซอร์ของการแข่งขันแต่ละรายการด้วย

            วี ลงประเดิมวงสวิงในฐานะมืออาชีพในรายการ “ซัมซุง เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ” ซึ่งเป็นการแข่งขันแอลพีจีเอที่เปิดกว้างให้เฉพาะนักกอล์ฟอาชีพหญิง 20 อันดับแรกของโลก แต่ วี ได้รับเชิญจากสปอนเซอร์ประจำการแข่งขันและได้อันดับ 4 ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัล 53,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.12 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม วี ถูกฝ่ายจัดการแข่งขันปรับแพ้ฟาวล์เนื่องจากทำผิดกฏแอบวางลูกใกล้กว่าจุดมาตรฐานที่กำหนดและลงคะแนนไม่ถูกต้อง

            วี ลงทำการแข่งขันระดับมืออาชีพหนที่ 2 ในเดือน พฤศจิกายน ที่ศึก “เจแปน กอล์ฟ ทัวร์” รายการ “คาสิโอ เวิลด์ โอเพ่น” แต่ก็ไม่ผ่านตัดตัวเพราะตีเกิน 4 สโตรค ส่วนการเล่นอาชีพครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในเดือน มกราคม 2006 โดย วี กลับมาลงเล่นในกอล์ฟพีจีเอ ทัวร์ รายการ “โซนี่ โอเพ่น” บนเกาะฮาวาย บ้านเกิดของตนเอง แต่ท้ายที่สุดตีเกินไป 7 สโตรค ไม่ผ่านการตัดตัวเหมือนเดิม

            ช่วงท้ายปี 2006 ซึ่งเป็นปีแรกที่ วี เล่นในฐานะมืออาชีพอย่างเต็มตัว เธอไม่ผ่านการตัดตัว 11 จาก 12 ครั้งที่ลงดวลวงสวิงกับนักกอล์ฟชายและยังคงเสาะหาชัยชนะไม่เจอตลอด 33 ทัวร์นาเมนต์อาชีพของฝ่ายหญิง

michelle_wie450

ปี 2007

ปี 2007 วี ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก จนตกเป็นเป้าโจมตีของเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่ามีนักกอล์ฟหญิงอีกหลายรายที่สมควรได้สิทธิ์ลงดวลวงสวิงกับนักกอล์ฟฝ่ายชายมากกว่าเธอ โดย ดั๊ก เฟอร์กูสัน ผู้สันทัดกรณีกีฬากอล์ฟของสำนักข่าวเอพี ระบุว่า สมญานาม “บิ๊ก วีซี่” ที่ถูกยกไปเปรียบเทียบกับ “บิ๊ก อีซี่” ของนักกอล์ฟชั้นนำของโลกอย่าง เออร์นี่ เอลส์ น่าจะเปลี่ยนเป็น “บิ๊ก ควีซี่” (น่าวิงเวียน) แทน

            วี เปลี่ยนแคดดี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ราย นับตั้งแต่พ่อของเธอหยุดรับหน้าที่นี้ไปตั้งแต่ในปี 2004 แคดดี้คนล่าสุดของ วี คือ จิมมี่ จอห์นสัน ที่ลงทำหน้าที่เคียงข้าง วี ครั้งสุดท้ายใน “คาสิโอ เวิลด์ โอเพ่น ในเดือน พฤศจิกายน 2006 โดยตอนที่ วี ลงเล่นในรายการ “โซนี่ โอเพ่น 2007″ ที่ ฮาวาย พ่อของเธอก็หวนกลับมาสวมบทบาทแคดดี้ส่วนตัวให้บุตรสาวของตนเองอีกครั้ง

            บ่อเกิดที่มาแห่งกระแสวิจารณ์ต่อการเล่นของ วี ก็คือ เธอยังไม่อาจพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าเธอดีเพียงพอต่อการลงแข่งขันในรายการพีจีเอ ทัวร์ เพราะตลอดการลงเล่นกว่า 30 รายการที่ผ่านมา วี ยังเก็บชัยชนะไม่ได้เลยแม้แต่หนเดียว

            หากนับจนถึงวันที่ 11 มกราคม 2007 วี ลงทำการแข่งขันระดับอาชีพมาแล้วรวม 46 รายการ โดยเป็นศึกแอลพีจีเอ ทัวร์ ปะทะผู้หญิง 33 รายการและลงดวลวงสวิงกับฝ่ายชาย 13 รายการ ซึ่งแบ่งออกเป็นพีจีเอ ทัวร์ 7 รายการ, เนชั่นไวด์ ทัวร์ 1 รายการ, แคนาเดียน ทัวร์ 1 รายการ, เจแปน กอล์ฟ ทัวร์ 2 รายการ, เอเชี่ยน ทัวร์ 1 รายการและ ยูโรเปี้ยน ทัวร์ 1 รายการ

พอลล่า ครีมเมอร์

พอลล่า ครีมเมอร์

พอลล่า ครีมเมอร์

ข้อมูลส่วนตัว
วันเกิด : 5 สิงหาคม 1986
สถานที่เกิด : เมาเท่น วิว, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา
สูง : 5 ฟุต 9 นิ้ว (175 ซม.)
สัญชาติ : อเมริกัน
ที่อยู่ปัจจุบัน : วินเดอร์เมียร์, ฟลอริด้า, สหรัฐอเมริกา
เทิร์นโปร : 2005
ระดับปัจจุบัน : แอลพีจีเอ ทัวร์ (เข้าร่วม 2005)
จำนวนรายการที่ชนะ : 9 (แอลพีจีเอ ทัวร์: 7, อื่นๆ: 2)

พอลล่า ครีมเมอร์ นักกอล์ฟหญิงดาวรุ่งชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของ แอลพีจีเอ ทัวร์ ประจำปี 2005 และเป็นนักกอล์ฟหญิงในระดับนี้ที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 28 ด้วยรายได้กว่า 5 ล้านเหรียญจาก 4 ฤดูกาลนับตั้งแต่เทิร์นโปร โดยปีแรกเธอคว้ารายได้เป็นอันดับ 2 ของ แอลพีจีเอ ทัวร์ และล่าสุดก็ยังยึดอันดับ 3 ไว้ได้สองปีติดต่อกัน ส่วนอันดับโลกปัจจุบันเธอรั้งที่ 4 ตามหลัง ลอเรน่า โอชัว, แอนนิก้า โซเรนสตัม และ ซูซาน เพ็ตเตอร์เซ่น ตามลำดับ

ระดับสมัครเล่น

ครีมเมอร์ เริ่มเล่นกอล์ฟตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และสามารถคว้าแชมป์ระดับจูเนียร์ในเขตแคลิฟอร์เนียเหนือถึง 13 รายการภายในเวลาเพียง 2 ปี และเป็นนักกอล์ฟรุ่นเล็กมืออันดับสูงประจำรัฐไปทันที

เธอคว้าแชมป์รวม 19 รายการในระดับสมัครเล่น ในจำนวนนั้นเป็นทัวร์นาเมนท์ของสมาคมกอล์ฟเยาวชนอเมริกันถึง 11 รายการ เคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในกอล์ฟหญิงระดับเยาวชนและสมัครเล่นชิงแชมป์ประเทศในปี 2003 และ 2004 เมื่ออายุได้ 18 ปี เธอคว้ารองแชมป์รายการ ช็อปไรท์ แอลพีจีเอ คลาสสิก, ได้รองแชมป์ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่นส์ และเแนตัวแทนประเทศเข้าแข่งขัน เคอร์ติส ตัพ

เดือนธันวาคม 2004 ครีมเมอร์ ชนะเลิศในการคัดเลือกระดับ แอลพีจีเอ ทัวร์ และเทิร์นโปรได้สำเร็จก่อนเรียนจบชั้นไฮสคูลด้วยซ้ำ

เกียรติยศในระดับสมัครเล่น

-ชนะทัวร์นาเมนท์ระดับชาติ 19 รายการ ในจำนวนนั้นเป็นทัวร์นาเมนท์ของสมาคมกอล์ฟเยาวชนอเมริกัน 11 รายการ
-ติดทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดแชมป์ จูเนียร์ ซอลเฮม คัพ ปี 2002
-รางวัลผู้เล่นแห่งปีของสมาคมกอล์ฟเยาวชนอเมริกัน, นักกอล์ฟเยาวชนยอดเยี่ยมของนิตยสาร กอล์ฟวีค และ กอล์ฟไดเจสต์, ติดทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุด จูเนียร์ ซอลเฮม คัพ ประจำปี 2003
-นักกอล์ฟสมัครเล่นยอดเยี่ยมของนิตยสาร กอล์ฟวีค และ กอล์ฟไดเจสต์, ติดทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดเคอร์ติส คัพ และชนะเลิศในการคัดเลือกระดับ แอลพีจีเอ ทัวร์ ในปี 2004

 

ระดับอาชีพ

ครีมเมอร์พัฒนาฝีมือสู่การเป็นโปรกอล์ฟแถวหน้าทันทีในการเล่นระดับ แอลพีจีเอ ทัวร์ ปีแรก โดยในเดือนพฤษภาคม 2005 เธอพัตต์เบอร์ดี้ระยะ 17 ฟุตในหลุมสุดท้าย คว้าแชมป์รายการ ซีเบส คลาสสิก ด้วยการเฉือนอันดับสองเพียงสโตรกเดียวเท่านั้น จากนั้นอีกเพียง 2 เดือน เธอก็คว้าแชมป์ เอวิยอง มาสเตอร์ส ที่ฝรั่งเศส เป็นชัยชนะในระดับอาชีพรายการที่สอง ซึ่งยังทำให้เธอเป็นนักกอล์ฟที่ทำเงินถึง 1 ล้านเหรียญได้เร็วที่สุดและอายุน้อยที่สุดอีกด้วย ในเดือนสิงหาคมเธอคว้าแชมป์ เอ็นอีซี โอเพ่น ที่ญี่ปุ่น ตามด้วยแชมป์ มาสเตอร์ส จีซี เลดี้ส์ ในเดือนตุลาคม และยังทำสถิติเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติไปแข่ง โซลเฮม คัพ ซึ่งเธอก็มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ด้วย ครีมเมอร์จบฤดูกาลแรกด้วยรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของแอลพีจีเอ และทำเงินรวมมากกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นรองแค่ แอนนิก้า โซเรนสตัม เพียงคนเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ฤดูกาลที่สองในระดับอาชีพของเธอนั้นไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากต้องรักษาอาการบาดเจ็บที่ข้อมือและเท้าตลอดปี ส่งผลให้ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลยแม้แต่รายการเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงทำสถิติที่น่าพอใจด้วยการทำเงินรวมทั้งฤดูกาลมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และผ่านการตัดตัวในทั้งหมด 27 ทัวร์นาเมนท์ที่ลงแข่งตลอดปี ซึ่งในจำนวนนั้นมีถึง 14  รายการที่ ครีมเมอร์ จบด้วยอันดับท็อปเทน โดยอันดับที่ดีที่สุดที่เธอทำได้ในหนึ่งรายการคือการเป็นที่สองร่วมใน เดอะ มิทเชล คอมพานี ทัวร์นาเมนท์ ออฟ แชมเปี้ยน

ครีมเมอร์กลับมาคว้าแชมป์ระดับ แอลพีจีเอ ได้อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ในรายการ เอสบีเอส โอเพ่น แอท เทอร์เทิล เบย์ จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เธอก็คว้าแชมป์  เดอะ มิทเชล คอมพานี ทัวร์นาเมนท์ ออฟ แชมเปี้ยน ได้สำเร็จ ผลงานที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้เธอติดทีมชาติสหรัฐฯ ไปแข่ง โซลเฮม คัพ เป็นครั้งที่สอง และโชว์ฟอร์มไม่แพ้ในการดวล 5 นัด ช่วยพาถ้วยแชมป์สู่เมืองลุงแซมอีกครั้ง ครีมเมอร์จบปี 2007 ด้วยการติดท็อปเทน 13 ทัวร์นาเมนท์ และกวาดเงินรางวัลสูงถึง 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รั้งที่สามในอันดับทำเงินประจำฤดูกาล

แชมป์แอลพีจีเอรายการที่ 5 ของครีมเมอร์มาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ด้วยชัยชนะในทัวร์นาเมนท์ ฟิลด์ส โอเพ่น อิน ฮาวาย ด้วยการตีเบอร์ดี้ในสามหลุมสุดท้าย แซงกลับขึ้นมาเป็นแชมป์ได้อย่างน่าทึ่ง จากนั้นในเดือนพฤษภาคม เธอก็คว้าแชมป์รายการ เซมกรุ๊ป แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วยแชมป์ เจมี่ ฟาร์ โอเว่นส์ คอร์นิง คลาสสิก ในเดือนกรกฎาคม

สปอนเซอร์

ครีมเมอร์ ถือเป็นนักกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้ผลิตสินค้าจากทั่วโลกในการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์กีฬาเทย์เลอร์เมด-อาดิดาส, ธนาคารรอยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์, ผลิตภัณฑ์โทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสาร เอ็นอีซี, ผลิตภัณฑ์อาหาร คราฟต์ ฟู้ดส์, แว่นกันแดดซันด็อก,  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซีดีดับบลิว, ก้านไม้กอล์ฟอัลดิลา, นาฬิกาซิทิเซน และยางรถยนต์บริดจ์สโตน

พิงค์แพนเธอร์

เคซี่ย์ วิทเทนเบิร์ก นักกอล์ฟชายซึ่งเป็นเพื่อนของ ครีมเมอร์ เป็นคนตั้งฉายา “พิงค์แพนเธอร์” ให้กับเธอ เนื่องจาก ครีมเมอร์ มักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีชมพู ,ใช้ถุงกอล์ฟและถุงมือสีชมพู และยังมีโคเวอร์หัวไม้กอล์ฟเป็นตัวการ์ตูนพิงค์แพนเธอร์อีกด้วย นอกจากนี้ เธอจะใช้ลูกกอล์ฟสีชมพูในการตีหลุมสุดท้ายของทุกทัวร์นาเมนท์ที่ลงแข่ง

เกียรติประวัติในระดับอาชีพ

แชมป์ แอลพีจีเอ ทัวร์ 7 รายการ (ถึง ก.ค. 2008)

ปี 2005 : ซีเบส คลาสสิก, เอวิยอง มาสเตอร์ส
ปี 2007 :  เอสบีเอส โอเพ่น แอท เทอร์เทิล เบย์, เดอะ มิทเชล คอมพานี ทัวร์นาเมนท์ ออฟ แชมเปี้ยน
ปี 2008 :  ฟิลด์ส โอเพ่น อิน ฮาวาย,  เซมกรุ๊ป แชมเปี้ยนชิพ, เจมี่ ฟาร์ โอเว่นส์ คอร์นิง คลาสสิก

อื่นๆ (2 รายการ)

ปี 2005 : เอ็นอีซี คารุอิซาว่า 72, มาสเตอร์ส จีซี เลดี้ส์

 

สเตซี่ พราหมณสุทธิ์

สเตซี พราหมณสุทธิ์

สเตซี พราหมณสุทธิ์

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : สเตซี่ พราหมณสุทธิ์
วันเกิด : 23 กันยายน 1979 (อายุ 28 ปี)
สถานที่เกิด : เมืองอีนิด, มลรัฐโอคลาโฮม่า, สหรัฐฯ
ส่วนสูง : 5 ฟุต 5 นิ้ว (1.68 เมตร)
เทิร์นโปร : 2002

สเตซี่ พราหมณสุทธิ์ โปรกอล์ฟสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1973 โดยเธอ เกิดและเติบโตที่ เมืองอีนิด มลรัฐโอคลาโฮม่า สหรัฐอเมริกัน ปัจจุบัน เป็นนักกอล์ฟหญิงอาชีพ ในรายการ แอลพีจีเอ ทัวร์

เริ่มต้นกอล์ฟสมัครเล่น 

สเตซี พราหมณสุทธิ์

สเตซี พราหมณสุทธิ์

สเตซี่ เริ่มวาดวงสวิงตั้งแต่อายุ 7 ขวบ กระทั่งพัฒนาฝีไม้ลายมือจนสามารถกวาดรางวัลเป็นว่าเล่นถึง 10 รายการ ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยทุลซ่า ในสหรัฐฯ โดยทำสถิติคว้าแชมป์ในรั้วอุดมศึกษามากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก แนนซี่ โลเปซ โปรชื่อก้องในอดีตเพียงรายการเดียว ก่อนที่ในท้ายสุด สเตซี่ จะก้าวขึ้นไปเล่นกอล์ฟอาชีพอย่างเต็มตัวในปี 2002

เล่นกอล์ฟอาชีพ

ในปี 2002 สเตซี่ เทิร์นโปรพร้อมกับเพิ่มสถานะของคุณพ่อจากโค้ชคนแรกและคนเดียวในชีวิตมาเป็นแคดดี้อีกหนึ่งตำแหน่ง เธอจบในอันดับท็อปเทน 3 รายการในฟิวเจอร์ทัวร์ปีแรก ก่อนที่ในปี 2003 สาวน้อยลูกครึ่งไทยอเมริกัน จะเป็นปีที่เธอเริ่มฉายแววยอดนักกอล์ฟเมื่อมีโอกาสได้เล่นแอลพีจีเอ รายการแรกในชีวิตในฐานะโปรอย่าง เซฟเวย์ ปิง ที่บ้านเกิด ด้วยการจบถึงอันดับที่ 11

นอกจากนี้ สเตซี่ยังคว้าแชมป์มาได้อีก 2 รายการในฟิวเจอร์ทัวร์ (ฟราย เชฟโรเล็ต คลาสสิก และ ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิวจอร์ส กอล์ฟ คลาสสิก) ซึ่งเมื่อรวมกับการจบในอันดับท็อปเทนอีก 9 รายการ ทำให้เธอคว้าตำแหน่งทำเงินสูงสุดพร้อมกับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟิวเจอร์ทัวร์ในปีนั้น จนได้สิทธิ์ขึ้นชั้นมาเล่นในแอลพีจีเอทัวร์อย่างเต็มตัวในฤดูกาลถัดมา

สาวสเตซี่ จบในอันดับท็อปเทน 4 รายการ ในปี 2004 และขยับจากอันดับที่ 145 มาอยู่ที่ 37 ของโลก ก่อนที่ในปีถัดมาเธอจะสามารถคว้าแชมป์แอลพีจีเอแรกมาครองได้ในรายการที่ชื่อแสนยาวอย่าง แฟร้งคลิน อเมริกัน มอร์ทเกจ แชมเปี้ยนชิป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม

ในปี 2007 โปรสาววัย 28 ปี คว้าโทรฟี่แชมป์ได้อีก 1 ใบจากรายการ ฟิลด์ส โอเพ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ จนกระทั่งจบด้วยอันดับที่ 5 ในรายการล่าสุดในศึก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2007 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อันดับโลกของเธอขยับขึ้นมาสู่มือ 15 ของโลกในปัจจุบัน และในปีนี้เอง ที่พ่อของสเตซี่ เลิกเป็นแคนดี้ ให้กับเธอ ก่อนที่จะส่งมอบหน้าที่นี้ ให้กับ พีท อัพตัน สามีของ สเตซี่ นั่นเอง

ในเดือน ตุลาคม ปี 2007 สเตซี่ เดินทางประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อของเธอ  และได้เดินทางไปเยี่ยม หลวงพ่อสิงห์ เจ้าอาวาสวัดไผ่เหลือง พระอาจารย์ที่เคยช่วยแนะนำสั่งสอนให้ วีเจย์ ซิงห์ โปรชาวฟิจิขึ้นถึงมือ 1 โลกมาแล้ว ตามคำชักชวนของ คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกอล์ฟแห่งประเทศไทยฯ

นอกจากนี้ โปรสาววัย 28 ปี ยืนยันว่าอยากลงทำการแข่งขันในนามประเทศไทย หลังจากที่มีส่วนช่วยให้สหรัฐฯเอาชนะยุโรปในการแข่งขัน โซลไฮม์ คัพ เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ คุณพ่อของเธฮได้ทำเรื่องเพื่อขอสัญชาติไทยไปแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการอยู่

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

คว้าแชมป์ แอลพีเจเอ ทัวร์ 4 รายการ
- 2005 Franklin American Mortgage Championship
- 2007 Fields Open in Hawaii

คว้าแชมป์ ฟิวเจอร์ ทัวร์ 2 รายการ
- 2003 Frye Chevrolet Classic, Lincoln Financial Futures Golf Classic

รางวัล Futures Tour Player of the Year ปี 2003

ข้อมูลอัพเดท ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2551

ลับเฉพาะกับ สเตซี่ พราหมณสุทธิ์

- สเตซี่ ชอบทานข้าวเหนียวมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ
- ตอนนี้ สเตซี่ กำลังศึกษาระดับ ปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัย ทุลซ่า ในสาขา Exercise and Sport Science
- งานอดิเรก อื่นๆ ที่ สเตซี่ ชอบทำเมื่อมีเวลาว่าง ได้แก่ การเล่นโยคะ, การตกแต่งบ้าน และ ทำสวน
- สเตซี่ แต่งงานกับ พีท อัพตัน ในวันที่ 24 มกราคม ปี 2004

ประวัตินักกอล์ฟหญิง : ลอเรน่า โอชัว

นักกอล์ฟหญิง
นักกอล์ฟหญิง
: ลอเรน่า โอชัว

ข้อมูลส่วนตัว :
เกิด : 15 พฤศจิกายน 1981
สถานที่เกิด : กัวดาลาฆารา, ฆาลิสโก, เม็กซิโก
ส่วนสูง : 169 ซม.
วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยอริโซน่า
เทิร์นโปร : 2002
ระดับในปัจจุบัน : แอลพีจีเอ ทัวร์ (เข้าร่วม 2003)
ระดับก่อนหน้านี้ : ฟิวเจอร์ส ทัวร์ (เข้าร่วม 2002)

       ลอเรน่า โอชัว เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1981 ที่ เมืองกัวดาลาฆารา แคว้นฆาลิสโกที่ประเทศเม็กซิโก ปัจจุบันนักกอล์ฟหญิงคนนี้ได้ลงเล่นกอล์ฟอาชีพในระดับ แอลพีจีเอ ทัวร์ และก้าวขุ้นไปเป็นนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลกเมื่อปี 2007 ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกอล์ฟที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเม็กซิโก

ผลงานในระดับเยาวชนและระดับสมัครเล่น
โอชัว เริ่มเล่นกอล์ฟตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ เพียงปีถัดมานักกอล์ฟหญิงคนนี้ก็คว้าแชมป์ในรายการ กัวดาลาฆารา ได้สำเร็จ และต่อมาเมื่อ โอชัว มีอายุ 7 ขวบ ก็ได้แชมป์ระดับประเทศ เกียรติยศของเธอในระดับเยาวชนได้แก่ แชมป์ระดับรัฐ 22 รายการ แชมป์ระดับประเทศ 44 รายการ และแชมป์โลกระดับเยาวชน 5 สมัยติดต่อกัน ปี 1990-1994

       โอชัว ประสบความสำเร็จอย่างมากในระดับสมัครเล่นระหว่างการศึกษามหาวิทยาลัยอริโซน่า ในปี 2000-2002 โดยในปี 2001 เธอเป็นแชมป์กอล์ฟหญิงของ แปซิฟิก เทน คว้ารางวัลนักกีฬาหน้าใหม่และติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์, ติดทีมกอล์ฟแห่งปี 2001 จากสมาคมผู้ฝึกสอนกอล์ฟแห่งชาติ, ทำสถิติเป็นนักกอล์ฟหญิงคนแรก และเป็นนักกีฬาที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของเม็กซิโก และคว้ารางวัล กอล์ฟแสตตคัพ ซึ่งเป็นรางวัลประจำปีสำหรับนักกอล์ฟระดับวิทยาลัยที่ลงเล่นอย่างน้อย 20 รอบ และมีสถิติสโตรคเฉลี่ยดีที่สุดในปีนั้นๆ โดย โอชัว ทำสถิติสูงสุดสำหรับนักกอล์ฟหญิงหน้าใหม่ที่เฉลี่ย 71.33 สโตรกต่อรอบ

       ปี 2002 โอชัว ติดทีมยอดเยี่ยมของ แปซิฟิก เทน ได้อีกครั้ง รวมไปถึง กอล์ฟแสตต คัพ อีกสมัยด้วยสถิติ 70.13 สโตรกต่อรอบ และเป็นการทำลายสถิติตัวเองก่อนหน้านี้ปีนึง

       ในระดับกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาตินั้น โอชัว ชนะ 8 ทัวร์นาเมนท์กอล์ฟของสมาคมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติจากทั้งหมด 10 รายการที่ลงแข่ง และทำสถิติกวาดแชมป์ใน 7 รายการแรกที่ลงแข่ง และคว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของสมาคมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ 2 ครั้งติดต่อกันในปี 2001 และ 2002

       ปี 2003 คณะกรรมการรางวัล แนนซี่ โลเปซ ได้มอบรางวัลให้กับ โอชัว ในฐานะที่เคยมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในระดับสมัครเล่น จากนั้นในปี 2006 เธอก็ได้รับการเชิดชูเกียรติจากสมาคมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ ให้รับเลือกเป็นนักกอล์ฟหญิงระดับนักศึกษาที่มีผลงานดีโด่ดเด่นที่สุดในรอบ 25 ปี

ระดับอาชีพ
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากล้น ในระดับสมัครเล่น โอชัว ก็ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเทิร์นโปรในปี 2002 และเพียงปีเดียวเท่านั้นนักกอล์ฟหญิงคนนี้ก็สามารถขึ้นชั้นมาสู่ แอลพีจีเอ ทัวร์ ในฐานะผู้เล่นยอดเยี่ยมและเงินสูงสุดใน ฟิวเจอร์ส ทัวร์ ด้วยผลงานชนะ 3 จากทั้งหมด 10 รายการที่ลงแข่งขัน ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ สำหรับ โอชัว

       ในการลงแข่ง แอลพีจีเอ ทัวร์ ฤดูกาลแรก โอชัวทำสถิติติดอันดับ Top10 ได้ถึง 8 รายการ และเป็นรองแชมป์ 2 ทัวร์นาเมนท์ ได้แก่ เว็กมันส์ โรเชสเตอร์ และ มิเชล็อบ ไลท์ โอเพ่น เธอจบฤดูกาล 2003 ด้วยการเป็นนักกอล์ฟหญิงที่ได้รับเงินสูงสุดเป็นอันดับ 9 และคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมมาครองสำเร็จ

       ต่อมาปี 2004 โอชัว กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงจากประเทศเม็กซิกันคนแรกที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอได้สำเร็จ ด้วยชัยชนะในรายการ แฟรงคลิน อเมริกัน มอร์ทเกจ แชมเปี้ยนชิพ และในปีเดียวกันเธอก็สามารถคว้าแชมป์ วาโชเวีย แอลพีจีเอ คลาสสิกส์ และสร้างผลงานติดTop10 ในสามเมเจอร์ทัวร์นาเมนท์ และปีต่อมาเธอก็คว้าแชมป์ เว็กมันส์ โรเชสเตอร์ ได้สำเร็จหลังได้ตำแหน่งรองแชมป์เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้

       ปี 2006 โอชัว ได้สร้างสถิติใหม่ในวงการกอล์ฟระดับอาชีพ ด้วยการทำสกอร์เพียงแค่ 62 ในรอบแรกของรายการ คราฟต์ นาบิสโก แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นสถิติสกอร์ต่อ 1 รอบที่ต่ำที่สุดในกอล์ฟเมเจอร์ทัวร์นาเมนท์ทั้งในประเภทชายและหญิง และจบฤดูกาลในฐานะแชมป์ 6 รายการ ทำให้กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงที่ทำเงินได้มากที่สุด และคว้ารางวัลผู้เล่นแห่งปีของแอลพีจีเอได้เป็นครั้งแรกของชีวิตเธอ พร้อมทั้งรางวัล แอลพีจีเอ แวร์ โทรฟี่ ด้วยการเป็นนักกอล์ฟที่ทำสกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดในฤดูกาล

       ผลงานที่ยอดเยี่ยมในปี 2006 ยังทำให้ โอชัว สร้างชื่อเสียงโด่งดังยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ด้วยการคว้ารางวัลนักกีฬาหญิงแห่งปีของสำนักข่าวเอพี ซึ่งเป็นรางวัลที่มีอายุเก่าแก่กว่า 70 ปี และรับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของเม็กซิโกเป็นสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ

        โอชัว ฝันกลายเป็นจริงเมื่อเธอได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2007 แทนที่ของ แอนนิก้า โซเรนสตัม นักกอล์ฟหญิงชาวสวีดิช และแสดงผลงานของตัวเองด้วยการคว้าแชมป์ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น ในเดือนสิงหาคม โดยเป็นแชมป์เมเจอร์รายการแรกของเธอ ตามติดด้วยอีกสองทัวร์นาเมนท์อย่าง แคนาเดี้ยน วีเมนส์ โอเพ่น และ เซฟเวย์ คลาสสิก ทำให้กลายเป็นนักกอล์ฟหญิงคนแรกที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอ 3 สมัยซ้อนติดต่อกันตั้งแต่ที่ โซเรนสตัม เคยทำได้ในปี 2005 นอกจากนี้แล้ว โอชัว ยังทำสถิติเป็นนักกอล์ฟหญิงคนแรกที่ทำเงินในฤดูกาลเดียวได้สูงกว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำลายสถิติเดิมซึ่ง โซเรนสตัม เคยทำไว้ที่ 2,863,904 ล้านเหรียญ

       เดือนเมษายน 2008 โอชัวคว้าแชมป์เมเจอร์ที่สอง ในรายการ คราฟต์ นาบิสโก แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งทำให้เธอเป็นนักกอล์ฟคนแรกที่คว้าแชมป์เมเจอร์ติดต่อกันสองรายการนับตั้งแต่ที่ โซเรนสตัม เคยทำได้ในปี 2005 และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ โอชัวก็คว้าแชมป์ โคโรน่า แชมเปี้ยนชิพ ที่เม็กซิโกบ้านเกิด ซึ่งทำให้เธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะถูกบรรจุชื่อลงใน เวิร์ลด์ กอล์ฟ ฮอลล์ ออฟ เฟม แต่ขาดเพียงต้องเล่นใน แอลพีจีเอ ทัวร์ ครบ 10 ฤดูกาลก่อนเท่านั้น ทำให้โปรสาวจังโก้ต้องรอไปถึงปี 2012 จึงจะครบข้อกำหนด

       ผลงานที่สุดยอดแบบคงเส้นคงวายังทำให้ โอชัว มีรายชื่อติดเป็น 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลระดับโลกประจำปี 2008 ของ ไทม์ แม็กกาซีน

5865

ลอเรน่า โอชัว อินวิเตชั่น

เกียรติประวัติในระดับอาชีพ :
แชมป์ฟิวเจอร์ทัวร์
3 รายการ
ปี
2002 : มิเชล็อบ ไลท์ ฟิวเจอร์ส แชริตี้ กอล์ฟ คลาสสิก, แอนน์ อาเบอร์ ฟิวเจอร์ส คลาสสิก, เบ๊ตตี้ พุสการ์ ฟิวเจอร์ส คลาสสิกส์
แชมป์ แอลพีจีเอ ทัวร์ 23 รายการ (ถึง มิ.ย. 2008)
ปี
2004 : แฟรงคลิน อเมริกัน มอร์ทเกจ แชมเปี้ยนชิพ, วาโชเวีย คลาสสิก

ปี 2005 : เว็กมันส์ โรเชสเตอร์ แอลพีจีเอ
ปี 2006 : แอลพีจีเอ ทาเคฟูจิ คลาสสิก, ซีเบส คลาสสิก, เวนดี้ส์ แชมเปี้ยนชิพ ฟอร์ ชิลเดร้น, โคโรน่า แชมเปี้ยนชิพ, ซัมซุง เวิร์ลด์ แชมเปี้ยนชิพ ออฟ กอล์ฟ, เดอะ มิทเชล คอมพานี ทัวร์นาเมนท์ ออฟ แชมเปี้ยนส์
ปี 2007 : เซฟเวย์ อินเตอร์เนชั่นนอล, ซีเบส คลาสสิก, เว็กมันส์ แอลพีจีเอ, วีเมนส์ บริติช โอเพ่น, ซีเอ็น แคนาเดียน โอเพ่น, เซฟเวย์ คลาสสิก, ซัมซุง เวิร์ลด์ แชมเปี้ยนชิพ, เอดีที แชมเปี้ยนชิพ
ปี 2008 : เอชเอสบีซี วีเมนส์ แชมเปี้ยนส์, เซฟเวย์ อินเตอร์เนชั่นนอล, คราฟท์ นาบิสโก้ แชมเปี้ยนชิพ, โคโรน่า แชมเปี้ยนชิพ, จินน์ โอเพ่น, ซีเบส คลาสสิก

สถิติใน แอลพีจีเอ ทัวร์ (ถึง มิ.ย. 2008)

 ปี

 จำนวนรายการ

 ผ่านการตัดตัว

 แชมป์

 รองแชมป์

 อันดับ 3

1ใน10 

 ทำเงินรวม ($)

 อันดับ

 สกอร์เฉลี่ย

2003

24

23

0

2

3

8

823,740

9

70.97

2004

 27

27

2

1

5

18

1,450,824

3

70.02

2005

 23

23

1

4

0

10

1,201,786

4

71.39

2006

 25

25

6

6

2

20

2,592,872

1

69.24

2007

 25

25

8

5

2

21

4,364,994

1

69.68

2008

 10

10

6

0

0

8

1,954,52

1

68.61

ชีวิตส่วนตัว :
โอชัว เป็นคนที่ชื่นชอบในเกมกีฬาต่างๆ มากมาย โดยเธอเคยเข้าแข่งขันในกีฬาหลายประเภทอยู่ด้วยกันทั้งในระดับท้องถิ่น และภูมิภาคตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ จนถึงก่อนเทิร์นโปร ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส, กรีฑา, ว่ายน้ำ, ปีนเขา, บาสเกตบอล, วอลเลย์บอล, ฟุตบอล และวิ่งมาราธอน

งานอดิเรกของเธอคือการดูหนังฟังเพลง โดยมีศิลปินโปรดเป็นนักร้องแนวลาติน ได้แก่ ซิลวิโอ โรดริเกซ, เอร์นัลโด้ ซูนิก้า, เฟร์นานโด เดลกาดิลโล่, ริคาร์โด้ อาร์โญน่า และ ชากีร่า และภาพยนตร์เรื่องโปรด ได้แก่ แกลดิเอเตอร์ และ เดอะ มิชชั่น และมีนักแสดงที่ชื่นชอบ คือ ทอม แฮงค์ส, ริชาร์ด เกียร์, โรบิน วิลเลี่ยมส์, แอนดี้ การ์เซีย และ แซนดร้า บุลล็อค

โอชัว ยังชอบการท่องเที่ยวอีกด้วย โดยนอกเม็กซิโกแล้วยังไปประเทศอื่นๆ อีก ได้แก่ เมืองวิสเลอร์ ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา, กรุงปารีส ฝรั่งเศส และ กรุงซานติอาโก้ ประเมศชิลี ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบในเม็กซิโก คือ ตาปัลปา และ ซาน ฆวน เดอ อลิม่า

ขอบคุณข้อมูล : http://www.sport-idol.com